33120

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่กำลังมองหาผ้าม่านแต่ยังไม่ทราบว่าควรเริ่มจากจุดไหนดี หรือยังจินตนาการไม่ออกว่าควรเลือกผ้าม่านรูปแบบไหนสีอะไร เนื้อผ้าแบบใดถึงจะเหมาะกับบ้านของคุณวันนี้ไพบูลย์ผ้าม่านมีทริคเล็กๆน้อยๆในการเลือกซื้อผ้าม่านมาฝาก หากทำตามทริคง่ายๆ 5 ข้อนี้ รับรองว่าผ้าม่านที่คุณเลือกนั้น จะออกมาสวยถูกใจอย่างแน่นอน

1.วัตถุประสงค์ของการใช้งานและสไตล์การตกแต่งบ้าน จะเป็นตัวชี้รูปแบบผ้าม่านที่ใช่
ผ้าม่าน แท้จริงแล้วมีหลายรูปแบบ ดังนั้น สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนเป็นอันดับแรก นอกเหนือจากการเลือกผ้าม่านมาเพื่อใช้ในการกันแสงแดดแล้ว  อย่างแรกเลยคือต้องทราบก่อนว่า แต่ละโซนหรือแต่ละห้องของบ้าน ต้องการใช้งานผ้าม่านในลักษณะใด เพราะในแต่ละห้อง อาจเน้นการใช้ผ้าม่านในลักษณะที่ต่างกันออกไป เช่น ห้องนอน เป็นห้องที่ใช้นอนหลับพักผ่อน ดังนั้น ห้องนอนจึงเหมาะกับผ้าม่านที่ปิดสนิท มิดชิด ให้ความเป็นส่วนตัวได้ดี ได้แก่ ผ้าม่านจีบ ผ้าม่านลอน ผ้าม่านตาไก่ ผ้าม่านพับ เป็นต้น

หรือในห้องน้ำ ที่มีความชื้นสูงมากที่สุดแล้วในบ้าน ดังนั้น ผ้าม่านที่เลือกใช้ในห้องน้ำ จึงต้องเป็นผ้าม่านที่ทนต่อความชื้น และไม่ก่อให้เกิดเชื้อรา ได้แก่ ม่านม้วนและมู่ลี่ไม้แบบที่ทำจากโฟมวู๊ด เพียงเท่านี้ เราก็จะทราบแล้วว่า ห้องไหน ควรจะใช้ผ้าม่านรูปแบบใด เพื่อทำให้ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างแท้จริง
ส่วนต่อมา นอกเหนือจากลักษณะในการใช้งาน สไตล์การตกแต่งบ้าน ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเราเลือกรูปแบบผ้าม่านที่เข้ากันด้วยดีกับสไตล์การตกแต่งของบ้านแล้ว จะยิ่งส่งเสริมให้บ้านของเราดูสวยงามมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าสไตล์การตกแต่งบ้านเรา เน้นไปในสไตล์ที่หรูหรา เน้นการใช้เฟอร์นิเจอร์ขลิบทองผสมหินอ่อน ผ้าม่านที่เข้ากับบ้านเราก็จะมีผ้าม่านหลุยส์ ผ้าม่านจีบ เป็นต้น หรือหากบ้านเรามีสไตล์การตกแต่งที่เรียบง่าย ออกแนวมินิมอลนิดๆ ผ้าม่านที่เข้ากันก็มีเป็นผ้าม่านลอน มู่ลี่ไม้ เป็นต้น

2.เนื้อของผ้าม่านที่เลือก ต้องตอบโจทย์ในการใช้งาน
ต่อเนื่องมาจากข้อแรก หลังจากที่เราเลือกได้แล้วว่า ผ้าม่านในแต่ละห้องควรจะใช้เป็นผ้าม่านรูปแบบไหน ก็มาถึงการเลือกเนื้อผ้า ปัจจุบันเนื้อผ้าจะมีด้วยกันหลักๆอยู่ 3 ชนิด ชนิดแรก คือผ้าม่านกันแสงแบบดิมเอาท์ (Dimout) ผลิตจากผ้าใยสังเคราะห์จำพวกโพลีเอสเตอร์ (Polyester) ผ้าชนิดนี้จะเป็นผ้าที่กันแสงได้ 70-95% ดังนั้น จะเหมาะกับห้องที่ไม่ได้ต้องการความมืดสนิทมากจนเกินไป เช่น ห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหาร ห้องอ่านหนังสือ เป็นต้น 
ชนิดต่อมาเป็นผ้าม่านกันแสงแบบแบล็คเอาท์ (Blackout) คือผ้าที่มีความทึบแสง 100% ดังนั้นแสงแดดจะไม่สามารถส่องผ่านได้แม้แต่นิดเดียว เหมาะสำหรับห้องที่ใช้ในการพักผ่อน หรือห้องที่เน้นการใช้งานในที่มืด เช่น ห้องนอน ห้องดูหนัง เป็นต้น
ชนิดสุดท้าย คือผ้าม่านแบบโปร่ง (Sheer Fabric) จะเป็นผ้าที่แสงผ่านได้ค่อยข้างเยอะ เพราะโดยปกติแล้วผ้าม่านโปร่ง จะไม่ได้เน้นที่การกันแดด แต่จะเน้นใช้งานในเรื่องของช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวและเพิ่มความสวยงามให้กับตัวบ้าน เพียงแค่ติดตั้งผ้าม่านโปร่งคู่กับผ้าม่านหนา ก็จะทำให้บ้านของคุณดูหรูหราขึ้นมาทันที รวมทั้งยังสามารถบ่งบอกถึงรสนิยมที่ดีในการตกแต่งบ้านของเจ้าของบ้านได้อีกด้วย

3.สีของผ้าม่าน ที่เข้ากับบ้านและบรรยากาศโดยรอบ
ตามหลักแล้ว การเลือกสีของผ้าม่านเป็นสิ่งที่ไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่มีหลักการที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวและการใช้งานของเจ้าของบ้าน แต่สิ่งที่พอจะแนะนำได้เป็นเบื้องต้น คือ ให้ดูว่าบรรยากาศโดยภาพรวมของห้องนั้นๆ เป็นโทนสีอะไร หากเราเลือกผ้าม่านสีโทนเดียวกับห้องจะเข้ากันที่สุด หรืออาจเลือกสีอ่อนหรือเข้มกว่าบ้างนิดหน่อย หรือหากต้องการให้บ้านของคุณดูกว้าง ควรเลือกใช้สีผ้าม่านโทนสีอ่อน เช่น สีครีม น้ำตาลอ่อน เป็นต้น 
ซึ่งทางที่ดี ควรหลีกเลี่ยงผ้าม่านที่มีลาย โดยเฉพาะลายใหญ่ๆ พอมาติดตั้งจะทำให้ดูลายตา มองแล้วปวดหัว แต่หากชอบแบบมีลวดลาย แนะนำเป็นลวดลายที่เล็กๆและไม่ค่อยถี่ จะทำให้ดูสบายตามากขึ้น แต่หากเจ้าของบ้านบางท่าน รู้สึกว่า ชอบสีโทนเข้มมากกว่า เนื่องจากดูแลรักษาง่ายกว่า ก็ย่อมได้เหมือนกัน และยิ่งไปกว่านั้น แท้จริงแล้วการเลือกสีของผ้าม้าน ย่อมมีผลต่อบรรยากาศภายในบ้านด้วยเช่นกัน
a) ผ้าม่านโทนสีครีม/เบจ/น้ำตาล จะทำให้บรรยากาศของบ้านดูคลาสสิค อบอุ่นและเป็นกันเอง
b) ผ้าม่านโทนสีเขียว/ฟ้า ให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ ดูเย็นตา สบาย ผ่อนคลาย
c) ผ้าม่านโทนสีเข้ม เช่น สีเทา/ดำ ให้ความรู้สึกสุขุม หนักแน่น เรียบหรู มีสไตล์ ดูมีความเป็นผู้ใหญ่
d) ผ้าม่านโทนสีสัน เช่น สีแดง สีเหลือง สีส้ม เป็นต้น จะช่วยทำให้บ้านดูมีสีสัน สนุก มีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ขอแนะนำว่าอย่าเลือกสีที่สดจนเกินไป เพราะอาจทำให้ผ้าม่านดูโดดเด่นมากเกินจนไปกลบความสวยงามของเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆได้ แถมจะทำให้บ้านดูร้อนอีกด้วย



4.รางผ้าม่าน เลือกอย่างไรให้ใช้งานได้ยาวนาน
รางผ้าม่าน ถือเป็นองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งของผ้าม่านที่สำคัญไม่แพ้ส่วนอื่น เพราะนอกจากจะเลือกจากความชอบแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการใช้งานด้วย ซึ่งหลักๆ รางผ้าม่านจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ รางผ้าม่านแบบลูกล้อ และรางผ้าม่านแบบรางโชว์
a) รางผ้าม่านแบบลูกล้อ มีลักษณะคือ จะมีล้ออยู่ด้านในราง 
เวลาปิดผ้าม่านจะมองไม่เห็นตัวราง ข้อดีของรางผ้าม่านแบบลูกล้อ คือ ใช้งานสะดวก เปิดปิดได้ง่ายเพราะมีลูกล้อช่วยทุ่นแรงและลดแรงเสียดทานในจังหวะเปิด-ปิด ซึ่งรางผ้าม่านแบบลูกล้อ ก็จะแบ่งย่อยได้อีกหลายประเภท เช่น รางตัวเอ็ม รางตัวซี เป็นต้น สำหรับการเปิด-ปิดสามารถเลือกได้หลายรูปแบบแล้วแต่ความชอบและงบประมาณ หนึ่งคือสามารถใช้มือปัดได้เลยโดยไม่ต้องใช้ด้ามจูง สองคือสามารถใข้เป็นด้ามไม้ ด้ามพลาสติกในการจูงผ้าม่าน หรือสาม สามารถติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้นก็ได้
b) รางผ้าม่านแบบรางโชว์ ลักษณะคือ สามารถเห็นรางผ้าม่านได้ตลอด แม้ว่าจะปิดหรือเปิดผ้าม่าน โดยรางโชว์จะมีหลายวัสดุให้เลือก ทั้งรางโชว์แบบไม้ และแบบอลูมิเนียม ซึ่งข้อดีของรางผ้าม่านแบบรางโชว์ คือ สามารถโชว์ความสวยงามของผ้าม่านได้ตลอดเวลา แต่บางครั้ง หากวัสดุที่ใช้ทำรางไม่ดี เช่น รางโชว์แบบไม้ที่ใช้ไม้ไม่แข็งแรง อาจทำให้ไม้เปราะและหักได้

5. ขนาดของผ้าม่าน ต้องสมดุลกับประตูหรือหน้าต่าง
โดยทั่วไปแล้ว หากเป็นผ้าม่านสั่งตัด จะต้องมีการเผื่อผ้าจากขนาดหน้างานจริง เพื่อให้ผ้าม่านออกมาสวยงามที่สุด ซึ่งมาตรฐานของการเผื่อผ้า หากเป็นด้านบนต้องเผื่อผ้าเหนือของวงกบบนขึ้นไปประมาณ 15 ซม. สำหรับด้านข้าง ต้องเผื่อให้เลยออกมาจากวงกบทั้งซ้าย-ขวา ประมาณด้านละ 10-15 ซม. ส่วนด้านล่าง ต้องเผื่อผ้าออกมาจากวงกบล่างประมาณ 15-20 ซม. ผ้าม่านถึงจะออกมาสวย  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของหน้างานด้วย

ทั้ง 5 ข้อนี้เป็นเพียงทริคเล็กๆน้อยๆ ที่เรานำมาฝาก เพื่อเป็นแนวทางให้กับเหล่าเจ้าของบ้านที่กำลังคิดหนักในการเลือกซื้อผ้าม่าน หากคุณทำตามทริคทั้ง 5 ข้อตามข้างต้นแล้วละก็ รับรองว่าคุณจะได้ผ้าม่านที่สวยถูกใจและใช้ประโยชน์ได้ตรงตามวัตถุประสงค์แน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อผ้าม่านไม่ได้มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวเสมอไป อยู่ที่เทรนด์ในปัจจุบัน รสนิยมและความชอบของแต่บุคคลด้วย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องความสวยงามคือคุณภาพ การติดผ้าม่าน เปรียบเสมือนการลงทุนระยะยาว หากเราเลือกใช้ของดี มีคุณภาพ ลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่ผ้าม่านจะอยู่กับเราไปอีกหลายสิบปีโดยที่สีไม่ซีด ไม่จางและไม่เปื่อย ดังนั้นควรหาร้านที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ผ้าม่านดีๆ และออกมาสวยถูกใจตามที่เราต้องการ 

cover